KWM เผยออเดอร์ยอดขายอุปกรณ์การเกษตรโตทะลักต่อเนื่อง จ่อผนึกพันธมิตรเจาะตลาด CLMV มั่นใจปั้นรายได้ปี64 โตไม่ต่ำกว่า 15% พร้อมจ่อยื่นขอไลเซ่นส์โรงสกัดกัญชงและกัญชา หวังต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร-เครื่องสำอาง-กลุ่มการแพทย์
นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM เปิดเผยว่าแนวโน้มภาพรวมธุรกิจในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยด้านฤดูกาลเพาะปลูกของภาคการเกษตร ประกอบกับสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ประชากรคนในเมืองส่วนใหญ่ตัดสินใจย้ายกลับเข้าไปทำอาชีพภาคการเกษตรในภูมิลำเนาตามต่างจังหวัด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เร่งผลักดันการเติบโตของยอดขายสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้บริษัทเชื่อมั่นว่าภาพรวมผลประกอบการปี64 มีแนวโน้มอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15% เมื่อเทียบกับปี63 ที่มีรายได้อยู่ที่ 355.06 ล้านบาท ซึ่งเเบ่งเป็นการเติบโตของยอดขายสินค้าทั้ง 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วยสินค้าการเกษตรที่ผลิตให้กับกลุ่มบริษัทการเกษตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้แบรนด์ “ตราช้าง” คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ของรายได้รวม รวมถึงสินค้าภายใต้แบรนด์ “Pegasus” ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัทเองที่ผลิตอุปกรณ์การเกษตร เช่น ใบผาล,ใบจักร,ใบคัดท้าย,โครงผาล,ใบดันดิน และใบเกลียวลำเลียง คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของรายได้รวม
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีแผนเพิ่มสินค้าอุปกรณ์การเกษตรรูปแบบใหม่ๆภายใต้แบรนด์ “Pegasus” เพื่อต้องการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและยังเป็นส่วนช่วยเสริมศักยภาพทำกำไรในอนาคตให้ดีขึ้น นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาขยายสินค้าเข้าไปสู่ตลาดต่างประเทศโดยจะนำร่องกลุ่มประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งจะเป็นลักษณะการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเครือข่ายและช่องทางการจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์การเกษตรในประเทศกลุ่ม CLMV เบื้องต้นคาดว่าแผนการขยายตลาดต่างประเทศน่าจะมีความชัดเจนภายในปี 65
อย่างไรก็ตามแม้ว่าช่วงนี้แนวโน้มราคาเหล็กที่เป็นต้นทุนวัตถุดิบการผลิตหลักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ด้วยนโยบายและการวางกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจึงไม่ได้กังวลกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากบริษัทฯสามารถเจรจาขอปรับขึ้นราคาสินค้ากับคู่ค้าได้ในทุกๆไตรมาส ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้ง 2 โรงงาน ประกอบด้วยโรงงานแห่งที่ 1 ได้รับการลดหย่อน 50% ไปจนถึงปี 66 และโรงงานแห่งที่ 2 ได้รับการลดหย่อนเต็มจำนวนถึงปี 69 ซึ่งภายหลังจากนี้มีแผนย้ายสายการผลิตส่วนใหญ่มายังโรงงานแห่งที่ 2 ที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่องช่วงระยะ 5 ปี ทำให้ภาพรวมตลอดทั้งปี64 บริษัทเชื่อมั่นว่าจะยังรักษาความสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดีและยังส่งผลบวกต่ออัตรากำไรที่ดีระยะยาวด้วย
“แม้ว่าแผนเดิมบริษัทจะต้องย้ายสายการผลิตส่วนใหญ่ไปโรงงานแห่งที่ 2 ภายในครึ่งปีแรก แต่ด้วยปริมาณออดเดอร์การผลิตอุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้วันนี้ยังมีความจำเป็นต้องใช้สายการผลิตเต็มที่ของโรงงานทั้ง 2 แห่งไปก่อน แต่เนื่องด้วยโรงงานแห่งที่ 2 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มจำนวนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านศักยภาพทำกำไรของบริษัทอย่างต่อเนื่อง” นายเอกพันธ์ กล่าว
นายเอกพันธ์ กล่าวต่อว่าสำหรับความคืบหน้าแผนขยายเข้าสู่ธุรกิจกัญชงและกัญชานั้น ปัจจุบันบริษัทมีความสนใจยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานสกัดกัญชงและกัญชาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเป็นการดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจโรงงานสกัดกัญชงและกัญชงในการต่อยอดพัฒนาเพื่อวิจัยในการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ใช้ทางการแพทย์โดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย อาทิ ความร่วมมือกับ บริษัท เอ็น.อี.เฮมพ์ จำกัด (N.E.Hemp) เป็นบริษัทย่อยของ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบเพาะปลูกและพัฒนาสายพันธุ์เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบคุณภาพที่มีสาร THC และ CBD ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน อย.ที่กำหนดไว้ในข้อกฎหมาย
นอกจากนี้บริษัทมีแนวทางจัดตั้งบริษัทย่อยอีก 1 แห่งเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรต่อยอดประกอบธุรกิจโรงงานสกัดสารประเภทอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับกัญชงและกัญชา โดยจะมุ่งเน้นสารสกัด ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางเป็นหลักตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ
|