"เค. ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค" นำหุ้นลงสนามเทรด mai วันแรก 1 ต.ค.นี้ ผู้บริหารมั่นใจยืนเหนือจองที่ 1.30 บาท ลั่นพื้นฐานแกร่ง คาดรายได้ปีนี้โต 20% ตั้งเป้าหมายผลิต"ใบผาล"ราว 2 แสนใบ ด้านนักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสม 1.90- 2.40 บาท ล่าสุดโชว์กำไรครึ่งแรกปี 61 ที่ 16.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.94%
*** ตลาด MAI รับ KWM เริ่มซื้อขาย 1 ต.ค. นี้
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า mai ยินดีต้อนรับ บมจ. เค. ดับ บลิว. เม็ททัล เวิร์ค เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “KWM” ในวันที่ 1 ตุลาคม 2561
KWM และบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร มีผลิตภัณฑ์หลักคือ ใบผาล ใบจักร ใบคัดท้าย โครงผาล ใบดันดิน ใบเกลียวลำเลียง โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะถูกนำไปต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์ หรือเครื่องจักรกลทางการเกษตรอื่นๆ เพื่อช่วยทุ่นแรงในกิจกรรมทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า “Pegasus” ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัทเอง และรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด ภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า อาทิ “ตราช้าง” ของบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นต้น
KWM มีทุนชำระแล้ว 210 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 120 ล้านหุ้น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) โดยแบ่งเป็นการจัดสรรให้กับกลุ่มกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานบริษัทจำนวน 4.50 ล้านหุ้น และประชาชนทั่วไปจำนวน 115.50 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 19-21 กันยายน 2561 ในราคาหุ้นละ 1.30 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 156 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 546 ล้านบาท มี บมจ. หลักทรัพย์ เออีซี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร KWM เปิดเผยว่าบริษัทมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากบริษัทมีคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน บริษัทมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายทั้งการขายตรงให้กับผู้ผลิต คือบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโดยตรง (First tier Supplier) ของผู้ผลิต รวมทั้งขายผ่านร้านค้าปลีกและร้านค้าส่ง บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงิน รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
KWM มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มวนโกสุม ถือหุ้น 71.79% กลุ่มจีระพรประภา ถือหุ้น 1.67% และนางสาวพรทิพย์ ปั้นบำรุงสุข ถือหุ้น 0.95% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.30 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 22.95 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2560-30 มิถุนายน 2561) ซึ่งเท่ากับ 23.79 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.06 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 45% ของกำไรสุทธิภายหลังจากหักภาษี และทุนสำรองตามกฎหมาย
*** ผู้บริหารมั่นใจราคาหุ้นยืนเหนือจอง
นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร KWM เปิดเผยถึงการซื้อขายหุ้น KWM วันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ว่า มั่นใจหุ้น KWM ที่เข้าซื้อขายวันแรกจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี และน่าจะยืนเหนือราคาจองซื้อที่ 1.30 บาท/หุ้นได้ และจากการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจจากการมีเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
“คาดว่าหุ้น KWM ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน และสามารถยืนเหนือราคาจองได้ เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้มีความสดใสขึ้นหลังมีการประกาศความชัดเจนในการเลือกตั้งในปี 2562 และเราเชื่อมั่นในพื้นฐานของบริษัทฯ ทั้งผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการวิจัยและพัฒนาคุณภาพของอุปกรณ์การเกษตรด้วยตนเอง โดยในปี 2561 แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทฯ มีทิศทางในการเติบโตที่โดดเด่นกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับปีนี้เรามีโปรดักส์ใหม่ คือ ใบผาลที่ผลิตจากเหล็กโบรอนซึ่งเป็นเหล็กรุ่นใหม่ โดยจะเข้ามาสนับสนุนยอดขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น เบื้องต้นคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตประมาณ 20% ”นายเอกพันธ์ กล่าว
*** ตั้งเป้าการผลิต "ใบผาล" ราว 2 แสนใบ
นายเอกพันธ์ กล่าวว่า การเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นการเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้บริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ มีนวัตกรรม, เทคโนโลยี และพื้นฐานเทคนิคด้านการเกษตร หากมีการพัฒนาที่ดี เชื่อมั่นว่าธุรกิจอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตรภายในประเทศยังโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ จะสร้างการเติบโตในสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการเกษตรซึ่งเป็นพื้นฐานของประเทศไทย จึงคาดการณ์ว่าเกษตรกรจะใช้เครื่องจักรกลการเกษตรอย่างแพร่หลาย ซึ่งบริษัทก็จะเติบโตตามอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของใบผาลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านใบในปี 2560 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาด 20-30% และในปี 2561 บริษัทฯ ตั้งเป้าการผลิตใบผาลไว้ที่ประมาณ 2 แสนใบ
*** นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสม 1.90 - 2.40 บาท
จากการสำรวจพบว่า นักวิเคราะห์ จาก บริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บล.เออีซี , บล.คันทรี่ กรุ๊ป , บล.เคที ซิมิโก้ และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินราคาเหมาะสมของ KWM ไว้ถึง 1.90 - 2.40 บาท/หุ้น
*** มั่นใจเทรดวันแรกวิ่งฉิวเหนือจองที่ 1.30 บาท/หุ้น
นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน KWM กล่าวว่า หุ้น เค.ดับบลิว.เม็ททัล เวิร์ค ได้รับความสนใจจองซื้อหุ้นอย่างมาก ในช่วงที่เปิดการจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 19-21 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ เสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรกจำนวน 120 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 28.57% ของจำนวนหุ้นสำมัญที่ออกและเรียกชำระแล้ว ราคาเสนอขายหุ้นละ 1.30 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุน ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง อนาคตมีการเติบโตต่อเนื่อง
"มั่นใจว่า KWM เข้าซื้อขายวันแรกราคาจะอยู่เหนือราคาจองที่ 1.30 บาท/หุ้นได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีผลประกอบการที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และการระดมทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างโดดเด่น อีกทั้งภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีขึ้นจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยืนเหนือ 1,700 จุดได้ และต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิส่งผลดีต่อหุ้น KWM ในการเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ "
KWM มีจุดแข็งทางธุรกิจหลายประการ เช่น ศักยภาพของบริษัทฯ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร พร้อมทั้งมีทีมวิจัยและพัฒนาคุณภาพของอุปกรณ์การเกษตรโดยผู้เชี่ยวชาญ และไม่หยุดที่จะพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ตลาดสินค้าเกษตรมีขนาดใหญ่มาก ทำให้บริษัทฯ มองเห็นโอกาสเติบโตสูงในอนาคต รวมทั้งบริษัทฯ มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง จึงทำให้เชื่อมั่นว่า KWM จะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุน
*** กำไร 6 เดือนแรก 16.69 ลบ.เพิ่มขึ้น 20.94%
บริษัทฯ แจ้งผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย ไตรมาสที่ 2 ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 9.19 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12.19 ล้านบาท
ขณะที่งวด 6 เดือน ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 16.69 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13.80 ล้านบาท
สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2561 งบการเงินของกิจการแสดงกำไรสุทธิจำนวน 16.69 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8.95% เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2560 จำนวน 2.89 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.96 ของกำไรสุทธิของงวดเดียวกันของปี 2560 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามสภาวะเศรษฐกิจการเกษตรที่ขยายตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น